แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข วัดตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ


หัวข้อเริ่มต้น
(@khatha)
สมาชิก
เข้าร่วม: 7 เดือน ที่ผ่านมา

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อสาย ปาโมกโข

วัดตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

◎ ชาติภูมิ
พระครูประกาศธรรมวัติ (หลวงพ่อสาย ปาโมกโข) นามเดิมชื่อ สาย บุตะเคียน เกิดเมื่อวันที่ ๕ เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ ณ บ้านเลขที่ ๑๐ หมู่ที่ ๒ บ้านตะเคียนตะวันตก ตําบลปรือใหญ่ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตําบล โคกตาล และได้เปลี่ยนเป็นตําบลตะเคียนรามในปัจจุบัน) อําเภอขุขันธ์ (ปัจจุบันแยกเป็นอําเภอภูสิงห์) จังหวัดศรีสะเกษ บิดาชื่อ นายพรหม และมารดาชื่อ นางเว็ด บุตะเคียน มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ๓ คนคือ
๑. นางพวง บุตะเคียน
๒. นายชัย บุตะเคียน
๓. นายแซม บุตะเคียน
มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันอีก ๒ คน คือ
๑. นางญา บุตะเคียน
๒. พระครูประกาศธรรมวัตร (หลวงพ่อสาย ปาโมกโข)
รวมพี่น้องทั้งหมด ๕ คน หลวงพ่อสาย ปาโมกโข เป็นคนสุดท้อง

◎ ปฐมวัย
เนื่องจากพ่อแม่เป็นชาวนามีฐานะยากจน จึงต้องช่วยพ่อแม่และพี่ๆทำงานตั้งแต่เด็ก หุงข้าว ขุดปู ตามกำลังที่จะช่วยได้ เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ พออ่านออกเขียนได้พอวันหยุดก็ไปเลี้ยงควายกับเพื่อนบ้าน ขณะนั้นได้มีลูกตาเบ๊าะ หรือ ตาฤาษี (หลวงปู่สรวง) มาพักเจริญภาวนาที่กระท่อมริมห้วย มีโอกาสได้ปรนนิบัติ โดยการตักน้ำหาฟืนต้มน้ำถวายท่านตามที่ท่านจะเรียกใช้ ได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ธรรมดาของ ”ลูกตาเบ๊าะ” หรือ หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน หลายครั้ง จึงเกิดศรัทธามีความสนใจในเรื่องฤทธิ์เรื่องเดช อภินิหาร วิทยาอาคมมาตั้งแต่เด็ก

◎ บรรพชา
เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตามธรรมเนียมโบราณกาลที่นิยมให้บุตรหลานบวชเรียนแต่เด็กๆ จะได้เป็นคนดีมีคุณธรรม และได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดปราสาทใต้ ตำบล ห้วยเหนือ (ปัจจุบันเป็นตำบลห้วยใต้) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๑๔เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ ได้มาพักจำพรรษาที่วัดตะเคียนราม ในระหว่างที่บวชเป็นสามเณรอยู่นั้น มีความเพียรพยายาม มุมาณะศึกษา เล่าเรียน ท่องบทค้นคว้าหาความรู้ ตามหน้าที่ของนักบวชทางพระพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น
๑. ท่องบทสวดเจ็ดตำนานจบ และสวดได้คล่องทุกบท
๒. เรียนเทศน์คัมภีร์ใบลานภาษาขอม โดยเรียนอักขระภาษาขอม จนสามารถอ่านออกเขียนจนแตกฉานได้เป็นอย่างดี
๓. ศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรม (นักธรรมชั้นตรี) โดยเดินเท้าเปล่าไปเรียนที่สำนักศึกษาปริยัติธรรมที่สำนักศาสนศึกษาวัดปรือคัน จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ก็สามารถสอบไล่ได้นักธรรมตรี ซึ่งสอบได้น้อยมาก

◎ อุปสมบท
เมื่ออายุครบอุปสมบท สามเณรสาย บุตะเคียน ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดปราสาทใต้ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอ ขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พระครูโสภิธรรมขันธ์ (เอี้ยง ภคุโณ) เจ้าคณะอำเภอวัดกลาง (อัมรินทราวาส) ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากอุปสมบทที่วัดปราสาทใต้แล้วก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตะเคียนราม ในช่วงที่เป็นพระภิกษุนี้ ได้เรียนรู้อักขระขอมได้แตกฉานยิ่งขึ้น

◎ ศึกษาวิทยาคม
ดินแดนอีสานใต้สมัยก่อนนั้น เป็นดินแดนแห่งมนตราอาคมไสยเวทย์ มีครูบาอาจารย์ที่เก่งกล้าในวิชาไสยศาสตร์ มาตั้งแต่โบราณกาล มีการศึกษาเล่าเรียนสืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนาน เช่น วิชาป้องกันรักษาตัว หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรี กันและแก้ถอดถอนคุณไสย ผูกปากสัตว์ร้ายด้วยเวทย์มนต์ เสน่ห์เมตตามหานิยม วิชากำบังตน ล่องหน ย่นระยะทาง และวิชาทำร้ายทำลายผู้อื่นด้วยศาสตร์ลึกลับ เช่น ฝังหุ่น เสกหนัง เสกตะปู เสกกรรไกรเข้าท้อง บังพัน บิดไส้ เสกด้ายให้เป็นงู เสกใบพลูให้เป็นแมงป่อง ผีโพง ยาสั่ง วิชาเหล่านี้มีครูอาจารย์ที่เก่งกล้า ทั้งคฤหัสถ์และฆราวาสในเขตเมืองขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง แถบชายแดนไทยเขมร ซึ่ง หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ได้เลือกศึกษาศาสตร์ที่ดีสามารถช่วยเหลือรักษาผู้ที่เดือดร้อน รวมถึงวิชาที่จำเป็นในการป้องกันตัว จากอาจารย์จอมขมังเวทย์ที่เป็นฆราวาสชาวไทยและอาจารย์เมืองเขมรกำพูชา นอกจากศึกษาวิทยาอาคมแล้ว ท่านยังได้ศึกษาสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งสายเขมรและสายไทยจนเจนจบ และได้ออกธุดงค์ในสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและเขมรมีประสบการณ์มากมายท่านเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง

◎ ออกธุดงค์
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อ หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านได้ศึกษาวิชากรรมฐาน จากอาจารย์กุจ จนจบหลักสูตร และได้รับการถ่ายทอดวิชา จาก “ลูกตาเบ๊าะ” หรือ หลวงปู่สรวงแล้ว ท่านมีความประสงค์ที่จะออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขา เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจ และความรู้ที่ได้ศึกษามา จึงได้ออกธุดงค์ไปในเทือกเขาพนมดงรัก โดยมีอาจารย์กุจ ซึ่งเป็นฆราวาสและอาจารย์ล้อม มักทายกของวัด ร่วมเดินทางไปด้วย

เริ่มออกจากวัดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ไปที่ ตาบัลลังก์ ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ปรักหักพัง เป็นสถานที่เงียบสงัด หลวงพ่อสายได้ปฏิบัติธรรม อยู่ที่แห่งนี้ ๑ คืน จึงถอดกลด มุ่งตรงไปยังเขาพระบาท (พระบาทภูสิงห์) สมัยนั้นเป็นป่าทึบ รกชัฏ มีหุบเหว ถ้ำ อยู่ตามรอบเขา บริเวณเชิงเขามีรอยเท้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงตาเบ๊าะตาปรม” (รอยเท้าฤษีดาบส หรือพระพรหม) ทางทิศตะวันออกของเขา เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำเป็นพื้นหินเรียบ มีน้ำหยดจากผนังสามารถดื่มได้ ลึกเข้าไปมีพระพุทธรูป หินทรายตั้งชิดติดผนัง

◎ นิมิตเห็นนางเทพธิดา
หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ได้ปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งนี้พอจิตสงบ ปรากฏกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมา เป็นกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่าหอมอย่างไร แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอม น้ำอบทั่วไป สักพักก็ปรากฏมีนางเทพธิดาสี่ห้าองค์ปรากฏกายเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ เข้ามากราบแล้วถามหลวงพ่อว่า.. “ท่านมีธุระอะไรหรือ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ ท่านมาหาอะไรหรือ” หลวงพ่อไม่พูดตอบ ยังคงนั่งเฉยสังเกตดูอากัปกิริยาและรูปร่างหน้าตาของแต่ละองค์ ล้วนแต่สวยสดงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ มารยาทก็เรียบร้อยสำเนียงพูดอ่อนหวานไพเราะจับใจ เมื่อหลวงพ่อสาย ปาโมกโข ไม่ตอบนางเทพธิดาเหล่านั้นก็กราบลากลับไป “หลวงพ่อเล่าว่านางเทพธิดาเหล่านั้นพูดภาษาไทยไม่ได้พูดภาษาถิ่น” และตั้งแต่ได้เห็นนางเทพธิดา ภาพแห่งความงามนี้ฝังติดตรึงใจหลับตาครั้งใดก็เห็นแต่นางเทพธิดา ทำให้จิตฟุ้งซ่านหวั่นไหว อยากเห็นอีก และนางเทพธิดาก็ปรากฏกายให้เห็นเกือบทุกวัน ในช่วงที่พำนักอยู่ในถ้ำพระ การเจริญภาวนาไม่รุดหน้า จิตเริ่มหวั่นไหว หลวงพ่อจึงพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นภาพลวงตา ที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพมายามาขัดขวางการปฏิบัติของนักบำเพ็ญเพียร เจริญภาวนาเมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วจิตจึงสงบ

◎ นิมิตเห็นงูยักษ์
เดินจากเขาลงมาเรื่อยๆ มาถึงห้วยศาลาแล้วข้ามตรงไปที่ ตาสะนาง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิเจ้าป่าเจ้าเขาแรง ชาวบ้านยำเกรง ไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนี้กันเท่าไหร่ หลวงพ่อเลือกปักกลดในถ้ำใกล้ทางขึ้นเนินเขา ตกกลางดึกในขณะที่นั่งเจริญภาวนาอยู่นั้น มีงูเหลือมยักษ์ลำตัวโตเท่าต้นมะพร้าวเลื้อยเข้ามาในถ้ำตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ ความรู้สึกในขณะนั้นไม่มีความรู้สึกกลัว หรือตกใจแต่อย่างใดเพราะจิตที่ได้ปฏิบัติมีแต่ความยินดีในธรรม จนไม่คิดเสียดายชีวิต คิดแต่เพียงว่า ถ้ามีกรรมกับผู้ใด เขามาทวงคืนแม้ว่าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตก็ยินดีให้โดยไม่ลังเล ถ้าแม้นว่าเคยมีเวรกรรมกับงูตัวนี้จะถูกกินก็จะไม่หนี จะนั่งอยู่ให้เขากิน เพื่อจะได้หมดเวรกรรม ไม่ต้องชดใช้ในภพต่อๆ ไป หากไม่เคยมีเวรกรรมต่อกันก็ขอให้เลื้อยผ่านไปอย่าได้รบกวนการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้เลย งูตัวนั้นได้เลื้อยเขามาบนตักผ่านตรงออกไปอีกทาง โดยเลื้อยช้าๆ ด้วยลำตัวที่หนักและยาว กว่าจะผ่านพ้นไปได้ก็ทำให้ปวดและหนักเมื่อยจนเหงื่อโชคที่เดียว มันเลื้อยออกไปโดยไม่ทำอันตรายใดๆ รุ่งเช้าหลวงพ่อได้สอบถามผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วย “ว่าเมื่อคืนเห็นงูเหลือมไหม” ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เห็นมีอะไร หลวงพ่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

◎ นิมิตเห็นเจ้าป่า
หลวงพ่อสาย ได้มาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีกครั้ง ในคราวนี้ได้ปรากฏเห็นพระพุทธรูปสำริดขนาดพระพุทธรูปบูชาทั่วไป อยู่ตรงหน้า ท่านได้เอามือคว้าจับดูแต่แม้ท่านจะยื่นมือจับเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที รู้สึกว่าพระพุทธรูปขยับหนี้ทุกครั้ง ในขณะที่ท่านคว้าจับอยู่นั้น ก็ปรากฏเห็นชายแก่ร่างเหี่ยวย่น ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง มายืนอยู่ข้างๆ แล้วกล่าวว่า “เป็นพระทำไมถึงมีความโลภ อยากได้ไปทำไมพระพุทธรูป” ชายชราหรือเจ้าป่ากล่าวเชิงตำหนิ จะเอาไปทำอะไรหละพระพุทธรูป ถ้าอยากได้จริงก็จะให้ของดีมีค่ายิ่งกว่านั้น ในนิมิตชายชราได้นำเอาทรัพย์สมบัติ เงิน ทอง เพชร พลอย รวมทั้งตำราเวทย์มนต์คาถาอาคมต่าง ๆ มามอบให้จำนวนมาก แต่หลวงพ่อบอกกับชายชราว่า ไม่รับหรอกทรัพย์สมบัติและตำราที่มอบให้ ที่เอามือคว้าพระพุทธรูปนั้น ก็เพราะอยากรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปจริงหรือไม่เท่านั้น ชายชราหรือเจ้าป่าก็ทำท่าไม่พอใจ แล้วกล่าวเป็นเชิงตำหนิว่า.. “พระนี้มาหาอะไร ไม่รู้จักอยู่วัดอยู่วา ให้อะไรก็ไม่เอา” แทนที่หลวงพ่อสาย ปาโมกโข จะรู้สึกดีที่ได้ชนะกิเลส แต่ท่านคิดว่าเราถูกเขาตำหนิแล้ว จากนั้นท่านก็ไม่ได้ออกมาเจริญภาวนาที่ป่าบัลลังก์อีก คงภาวนาอยู่ในเขตวัดเท่านั้น

◎ ออกธุดงค์ที่ประเทศกัมพูชาครั้งที่ ๒
ประมาณกลางปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ หลวงพ่อสาย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดตะเคียนราม แทนเจ้าอาวาสองค์เก่าซึ่งได้ลาสิกขาบท ในช่วงนี้ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ ท่านพระอาจารย์มหาสารินทร์ โสระวงศ์ วัดเวตวันวิหาร (วัดเชิงหวาย) กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาโดยกำเนิดท่านได้พาหลวงพ่อไปกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยทางรถยนต์จากปอยเปตเข้าเขมรไปทางเสียมราฐ ในขณะที่รถยนต์วิ่งบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ผ่านไปในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง ได้มีผู้ร้ายไม่ทราบจำนวน สาดกระสุนปืนใส่รถที่หลวงพ่อสายกับคณะที่เป็นพระร่วมเดินทางหลายรูป ต่างตระหนกตกใจหมอบลงกับพื้นรถชุลมุนไปหมด ส่วนหลวงพ่อสายท่านนั่งภาวนาอยู่กับที่ จนเสียงปืนสงบลงมองตรงไปที่ต้นเสียง ก็ไม่เห็นมีใคร กระสุนถูกล้อรถข้างหนึ่งจนยางแบน เมื่อเปลี่ยนล้อรถเสร็จเรียบร้อย จึงเดินทางต่อไปเมืองพนมเปญอย่างปลอดภัย

ในขณะนั้นเหตุการณ์สู้รบในเมืองกัมพูชายังไม่สงบ ยังคงมีความรุนแรงขึ้นทุกทีแต่นานๆ ถึงจะได้มาซักครั้ง อาจารย์มหาสารินทร์ จึงอยากจะพาหลวงพ่อสายได้ชมเมืองเขมรให้ทั่ว ซึ่งมีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สุด ในการเดินทางตระเวรเมืองเขมรในคราวที่เดินทางไปยังจังหวัด กำปงสะปือ ในขณะที่นั่งรถไปกับคณะนั่นเอง ก็เห็นจรวด อาร์พีจี ของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงลอยข้ามรถไปตกอยู่อีกฟาก บางลูกก็ไม่ถึงตกระเบิดเสียก่อน ผู้นำขบวนสั่งให้หยุดรถแล้วให้ทุกคนลงจากรถทันทีและให้หมอบลงกับพื้น มีเพียงหลวงพ่อสายไม่ได้หมอบ ท่านบอกว่าท่านหมอบไม่เป็น เพียงแต่ไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ กระสุนปืนนานาชนิด ปืนกล อาก้าร์ เครื่องยิงระเบิด ตกลงดั่งห่าฝนห่างจากท่าน ๑ เมตร บ้าง ๒-๓ เมตรบ้าง

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่ได้สั่งสอนมา ร่วมถึงบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ขอให้ช่วยปกปักรักษาให้แคล้วคลาดปลอดภัย ในภาวะวิกฤติเช่นนี้หลวงพ่อเล่าว่า จิตนิ่งสงบเร็วจนแทบไม่ได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิด เหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมง จึงได้สงบลง ปรากฏว่าไม่มีใครในคณะได้รับบาดเจ็บใดๆ ทุกคนปลอดภัยต่างยกมือพนมท่วมหัวขอบคุณบุญกุศลเทพยะดาฟ้าดินที่ช่วยให้มีชีวิตรอดปลอดภัย

◎ ด้านการพัฒนา
หลังจากได้เดินทางไปธุดงค์ที่ประเทศเขมรกลับมาแล้ว หลวงพ่อสาย ปาโมกโข เห็นว่ากุฏิ ศาลา ศาสนวัตถุที่มีอยู่เดิม มีอายุเก่าแก่ผุพังควรที่จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีและเพียงพอกับภิกษุสามเณรที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตลอดจนประชาชนที่เคารพนับถือหลวงพ่อที่ได้มาพักรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่วัดนั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสร้างเพิ่มขึ้นอีก ท่านจึงได้พาพระภิกษุสามเณรไปนอนค้างคืนเลื่อยไม้ที่เชิงเขาพนมดงรัก เพื่อมาสร้างศาลาไม้ ได้หลังใหญ่กว่าเดิม และสร้างกุฏิได้หลังใหญ่ พระภิกษุสามเณรได้อาศัยพักรวมกัน ส่วนหลังขนาดเล็ก ซึ่งได้สร้างเพิ่มหลายหลัง จะพักอยู่เพียงรูปเดียว

หลวงพ่อสาย ปาโมกโข ท่านได้สร้างกำแพงวัด โดยยึดศิลปะของปราสาทเขมรมาเป็นแบบ ส่วนประตูทางเข้าวัดท่านยึดแบบจากนครวัดนครธมมาสร้าง จึงทำให้ดูแปลกไปจากวัดอื่น การก่อสร้างนี้ก็ได้ความร่วมมือจากพระภิกษุสามเณรภายในวัดช่วยกัน ในการรื้อศาลาเก่า ภิกษุสามเณรใช้ค้อน และชะแลงในการทุบหิน ทุบปูน ในการรื้อจนมือไม้พอง หลวงปู่สายได้มาพบเห็นเหตุการณ์ หลวงปู่ก็เลยบอกให้พระภิกษุและสามเณรขยับออกไป หลวงปู่สายก็ยืนนิ่งแล้วท่านได้กำมือยกขึ้นมา ท่องบริกรรมคาคาสักครู แล้วเอามือวางที่ก้อนหินและได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นก้อนหินแตกกระจายออกจากกัน เป็นที่หน้าแปลกใจยิ่งนักของพระภิกษุและสามเณร พร้อมกับชาวบ้านที่มาช่วยงานรื้อถอนในครั้งนั้น

ปัจจุบัน พระครูประกาศธรรมวัติ (หลวงพ่อสาย ปาโมกโข) อดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ท่านได้ละสังขาร เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๐๒.๐๐ น. สิริอายุรวมได้ ๗๕ ปี พรรษา ๕๕

◎ ด้านวัตถุมงคล
จากเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยเราในขณะนั้นไม่สงบสุข มีโจรผู้ร้ายชุกชุม มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาอยู่ตามแนวชายแดน ชาวบ้านหวาดกลัว เกรงจะได้รับอันตรายจากภัยที่มาจากโจรผู้ร้าย และภัยจากผู้ก่อการร้ายไม่เป็นอันทำมาหากิน เจ้าหน้าที่เมืองบ้านก็ไม่พอจะดูแลได้ทั่วถึง ชาวบ้านรวมตัวกันดูแลป้องกันหมู่บ้านด้วยตนเอง ได้อาวุธ ปืนลูกซองจากหน่วยงานราชการ หมู่บ้านละไม่กี่กระบอกรวมกับปืนแก๊ปของชาวบ้าน จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน ใครมีของดีอะไรก็นำติดตัวกันทุกคน ที่ไม่มีก็แสวงหาจากครูบาอาจารย์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะที่วัดตะเคียนรามนี้จะมีผู้คนไปแสวงหาเครื่องรางของขลังของดีจากหลวงพ่อสายกันมาก เพราะเห็นว่าหลวงพ่อได้ศึกษาวิชาอาคมมาทางนี้โดยตรง แต่ทางวัดก็ไม่ได้สร้างเอาไว้ให้บูชากันมาก นอกจากมีลูกศิษย์ขอให้สร้างให้เท่านั้น โดยจัดหาแผ่นตะกั่วแผ่นทองแดงมาเอง มาให้หลวงพ่อมาจารอักขระเป็นตะกรุดให้นำไปใช้ติดตัว ซึ่งผู้ที่ได้ไปนั้นมีประสบการณ์ดี แคล้วคลาดปลอดภัยจากศาสตราวุธของฝ่ายตรงข้าม ส่วนมากผู้ที่ได้เครื่องรางของขลัง ไปจากหลวงพ่อจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร อาสาสมัคร และตำรวจตระเวนชายแดนที่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ที่อยู่ในแถบชายแดน จ.ศรีสะเกษ สำหรับชาวบ้านก็ได้บ้างเฉพาะผู้ที่แสวงหาไว้ติดตัวเท่านั้น

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พระครูประกาศธรรมวัติ (หลวงพ่อสาย ปาโมกโข) ท่านมีความประสงค์ที่จะสร้างวัตถุมงคลไว้เป็นที่ระลึกแจกให้แก่ผู้มาร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อพัฒนาวัดเป็นครั้งแรกโดยท่านสร้างเป็นเหรียญ “พญาเต่าเรือน” โดยการออกแบบของช่างชาวเขมรจากโรงหล่อจังหวัดนครปฐม ด้านหน้าเป็นพระสังกัจจายน์ข้างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระปิดตา มีอักขระ “นา สัง สิ โม” ด้านข้างพระสังกัจจายน์ และพระปิดตา ด้านล่างเป็นอักขรขอมภาษาบาลีว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” ใต้พระสังกัจจายน์ และ “นะ มะ พะ ทะ พ.ศ. ๒๕๑๖” ใต้พระปิดตา โดยหลวงพ่อสายท่านเลือกใช้ยันต์นี้ด้วยตัวท่านเอง

◎ หลวงปู่สรวงอธิษฐานจิตปลุกเสกให้
เหรียญ “พญาเต่าเรือน” นี้ หลวงพ่อสายท่านสร้างขึ้นมาจำนวนทั้งหมด ๒,๐๐๐ เหรียญ เป็นเหรียญรุ่นแรกที่ท่านสร้างขึ้นมา หลวงพ่อได้นำเหรียญมาทำพิธีปลุกเสกในวัด โดยจัดทำบายศรีตามตำราโบราณ นำเหรียญทั้งหมดใส่บาตรทำพิธีปลุกเป็นเวลา ๓ เดือน ช่วงนั้นหลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ท่านได้มาพำนักอยู่ในวัดตะเคียนรามด้วย หลวงพ่อสาย จึงได้ขอให้หลวงปู่ช่วยปลุกเสกให้ด้วย การปลุกเสกของหลวงปู่นี้ ท่านนั่งชันเข่าเอาสองมือจับบาตรที่บรรจุเหรียญบริกรรมสักครู่ เสียงดังกราวในบาตรคล้ายกับพระหรือเหรียญในบาตรวิ่งวนไปมา หลวงปู่จับบาตรยกขึ้นเขย่าแล้วพูดว่า “ขลัง เฮย ปะแก เฮย” หมายถึง เหรียญนี้ขลังแล้วดีแล้วทุกอย่าง พร้อมกันนั้นท่านบอกหลวงพ่อสายและพระ-เณรที่นั่งดูหลวงปู่ปลุกเสกว่า การปลุกเสกนี้ให้บริกรรมว่า “นะ โม พุด เทีย เยียะ นะมะ พะทะ นะ โม พุด เทีย เยียะ นะมะ อะอุ”

โดยให้บริกรรมครั้งละหลายๆ ครั้ง หรือเป็นพันครั้งหมื่นครั้งยิ่งดี ทำให้พระที่เราปลุกเสกนี้ขลังแน่นอน เหรียญ “พญาเต่าเรือน” นี้ หลวงได้แจกให้แก่พระภิกษุ – สามเณรในวัดและชาวบ้านตะเคียนราม ที่ขอรับกับหลวงพ่อก่อนแจกให้กับคณะผ้าป่า เพราะเกรงจะหมดก่อน เนื่องจากเป็นรุ่นแรกของวัดและที่สำคัญหลวงปู่สรวง ท่านได้เมตตาปลุกเสกให้ หลายคนได้เห็นปาฏิหาริย์ในระหว่างปลุกเสก บอกเล่าๆ ต่อๆ กันจึงพากันมาบูชาขอทำบุญก่อน

หลวงพ่อสาย ได้แจกให้คณะผ้าป่า คณะที่มาทอดกฐินที่วัด รวมทั้งวัดอื่นมาขอบูชาไปแจกในงานกฐินบ้าง ที่เหลือก็จะให้แก่ศิษย์ยานุศิษย์ที่มารดน้ำมนต์ไว้เป็นที่พึงทางใจ เนื่องจากช่วงนั้นบ้านเมืองเดือดร้อนจากโจรและผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ด้วย ได้มีเจ้าหน้าทีทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนและอาสาสมัครที่ได้รับแจกเหรียญรุ่นนี้ปะทะกับผู้ก่อการร้ายในบริเวณเขาพนมดงรักโดนกราดยิงด้วยปืนอาก้าและเครื่องยิงระเบิด อาร์พีจี ในขณะที่กำลังลาดตระเวนในระยะประชิด แต่ก็แคล้วคลาดปลอดภัยทุกคน ได้มาเล่าเหตุการณ์ให้หลวงพ่อฟัง รวมทั้งประสบการณ์อื่นจากผู้ที่ได้เหรียญรุ่นนี้ จึงทำให้ผู้ที่ทราบพุทธคุณเสาะแสวงหากันมาก

ข้อมูล/ภาพ : 108prageji.com